Episodios

  • คลายปมด้วยพรหมวิหารสี่ [6902-7q]
    Jan 10 2026

    Q: กรวดน้ำให้คนหมู่มาก ผลบุญที่ไปถึงจะน้อยลงตามจำนวนคนหรือไม่?

    A: การแผ่เมตตาเป็นนาม เปรียบเหมือนการต่อเทียน ยิ่งต่อยิ่งสว่าง ไม่ได้คำนวณเหมือนคณิตศาสตร์ ที่เราแผ่เมตตานั้นดีแล้ว อย่าไปคิดว่ามากหรือน้อย ถ้าเราตั้งจิตไว้ด้วยดี คือดีอยู่แล้ว และนอกจากการให้ทานแล้ว ก็ยังมีบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและการภาวนา ที่จะเป็นบุญที่ละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

    Q: แผ่เมตตาให้แม่แล้วหงุดหงิด ควรแก้ไขอย่างไร?

    A: การที่เรานั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตานั้นเรามาถูกทางแล้ว แต่ที่ยังไปต่อไม่ได้ เพราะยังคลายปมในใจยังไม่ได้ เราจะคลายปมได้ด้วยการตั้งจิตให้มีพรหมวิหาร 4 นึกถึงเรื่องที่ทำให้เรามีอารมณ์แบบนั้น เช่นนึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างไม่มีประมาณหรือในหลวงที่ท่านเมตตากรุณาต่อราษฎร นึกถึงอย่างนี้แล้ว ให้เรา “ตั้งจิตไว้ด้วยกับกรุณา” หมายความว่า ถึงเขาจะทำไม่ดีกับเรา เราก็ไม่ปรารถนาให้เค้าได้ไม่ดี เราปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ “ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา” ระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ท่านมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ “ตั้งจิตไว้ด้วยกับอุเบกขา” คือความวางเฉย เหมือนผืนดินผืนน้ำ ตั้งจิตไว้ด้วยกรุณา เมตตา มุทิตา อุเบกขา มาจ่อไว้ในจิตใจเรา เพ่งจดจ่อ แล้วแผ่ไปยังสัพสัตว์ทั้งหลายผ่านแม่ของเรา ทำบ่อย ๆ จะช่วยคลายปมได้แน่นอน

    Q: เมื่อยังวิ่งหนีทุกข์ ไล่ตามสุขอยู่ ควรมีธรรมะข้อใด?

    A: ในความหมายแบบธรรมะ “ทุกข์” หมายถึง ทุกขอริยสัจ “หนี” ในที่นี้หมายถึงกำจัดตัณหา “สุข” คือการพ้นจากการเกิด หรือมองในมุมที่ไปหาสุขในสมาธิ สุขในทางเนกขัมมะ ธรรมะที่จะช่วยเราปรับเปลี่ยนได้ ก็คือ “อริยสัจ 4” ความรู้ ความเข้าใจ มุมมองจากอริยสัจสี่คือปัญญา ที่จะช่วยให้เราหนีทุกข์ไปถึงสุขได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    58 m
  • ปัญญาญาณรู้ได้ด้วยตน [6901-7q]
    Jan 3 2026
    Q: จิตที่คิดถึงกามสุขกับเนกขัมมสุข มีผลต่างกันอย่างไร?A: จิตที่คิดถึง กามสุข เป็นสุขที่ต้องอาศัย หู ตา กาย ลิ้น ใจ ยังเกี่ยวเนื่องด้วยกาม มีความเสี่ยงสูงเพราะหากนึกถึงสิ่งที่ชอบแล้วไม่ได้ครอบครองจะกลายเป็นความเศร้าหมองทันที ต่างจากจิตที่คิดถึง เนกขัมมสุข ซึ่งเป็นสุขจากภายในที่เกิดจากการสละออกและการนึกถึงบุญกุศล ทั้งทาน ศีล ภาวนา ที่เราเคยทำ จะช่วยให้ใจละเอียดขึ้น สะอาดขึ้น การฝึกเปลี่ยนจากการยึดติดในบุคคลหรือทรัพย์สิน ก็ให้เราพิจารณาตามความเป็นจริง ว่าเราเอาอะไรไปไม่ได้ คนไหนทำกรรมอย่างไรเขาก็จะได้รับผลของกรรมอย่างนั้นอยู่แล้ว ให้ตัดความกังวล Q: ศรัทธาหรือปัญญาจะหายไปก่อนกันเมื่อธรรมหายไปจากโลกเทียบตามนิคัณฐานาฏปุตตสูตรA: จิตคหบดี เขาไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นในคำสอนของศาสดาตน เพราะทำได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะทำสมาธิแล้วฌานเกิด โดยเริ่มจากการพัฒนาอินทรีย์|พละ 5 การบ่มอินทรีย์|อินทรีย์ 5 ซึ่งปัญญาจะตามอยู่กับทุกส่วนตลอด ทั้งปัญญาที่เกิดจากการฟัง ปัญญาที่เกิดจากการพิจารณา และปัญญาที่ถึงแล้วจึงรู้ได้แล้วจึงรู้แจ้ง ตรงนี้คือ ญาณที่ถึงแล้วจึงรู้ Q: สภาวธรรมคืออะไร?A: คำว่า "สภาวธรรม" ไม่มีปรากฏในพุทธพจน์โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติหมายถึง "สิ่งที่จิตรับรู้ได้จริงในขณะนั้น" โดยเทียบเคียงได้กับเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธิ เช่น เมื่อเข้าถึงฌานที่ 1 สภาวธรรมที่รับรู้ได้ ก็คือ วิตก วิจาร ปีติ และสุข ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงที่ผู้ปฏิบัติสามารถสัมผัสและยืนยันได้ด้วยตน Q: ปัจจัยอะไรที่ทำให้มีมิจฉาทิฏฐิ และในทิฏฐิ 62 ทิฏฐิใดที่ร้ายแรงที่สุด?A: มุมมองคือความเข้าใจ แล้วทำให้คิดต่อไปเป็นอย่างนั้น หากคิดแล้วทำไปแล้วเป็นอกุศล มุมมองนั้นเป็น ”มิจฉาทิฐิ” แต่หากมุมมองที่ทำให้คิดต่อไปทำต่อไปแล้วเป็นกุศล มุมมองนั้นเป็น “สัมมาทิฐิ” เพราะฉะนั้นเมื่อเรามองสิ่งใดก็ให้มีการทำในใจโดยแยบคาย ทำในใจด้วยความคิดที่เป็นระบบของอริยสัจสี่ เพราะถ้าคิดไม่เป็นระบบจะฟุ้งซ่าน Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
    Más Menos
    59 m
  • สมาธิกีฬา [6852-7q]
    Dec 27 2025

    Q: ฟังธรรมแล้วง่วงควรแก้ไขอย่างไร?

    A: "จิตเมื่อตริตรึกสิ่งไหน สิ่งนั้นจะมีพลัง" หากเราง่วง แสดงว่าเราไม่ได้จดจ่อที่การฟังธรรม ก็ให้เราเปลี่ยนมาจดจ่อที่การฟังธรรมให้มากขึ้น หรือแก้ไขด้วยการเปลี่ยนอิริยาบถ และอีกวิธีคือการทำสมาธิให้ลึกยิ่งขึ้น เมื่อเราไม่ใส่ใจกับความง่วง ความง่วงก็จะหายไป

    Q: โลกนี้ โลกหน้า คืออะไร และการไปถึง

    A: โลกหน้าเปรียบเสมือน "วันพรุ่งนี้" ที่แม้จะยังมาไม่ถึงหรือมองไม่เห็นในตอนนี้ แต่ก็มีอยู่จริง การเชื่อว่าโลกหน้ามีจริงเป็น "สัมมาทิฐิ" ที่ช่วยให้เราสำรวมระวังในการใช้ชีวิต เพราะถ้าเชื่อว่าโลกหน้ามี เราจะเร่งทำความดีในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีทันทีในชาตินี้ และเป็นหลักประกันหากมีชาติหน้าจริง ในทางกลับกันหากไม่เชื่อ (มิจฉาทิฎฐิ) เราอาจเผลอทำชั่ว เพราะคิดว่าไม่มีผลตามมา

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    58 m
  • ผลของอิทธิบาท 4 [6851-7q]
    Dec 19 2025

    Q: ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ มีการปลงอายุสังขาร แล้วมีผู้ที่มาอาราธนาทูลขอให้เจริญอิทธิบาท 4 เพื่อต่ออายุให้ยืนได้ถึง 1 กัป หรือไม่?

    A: หากท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว แม้จะมีการอาราธนาทูลขอ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะท่านได้ปลงอายุสังขารแล้ว

    Q: ถ้าบรรลุโสดาบันขั้นผลแล้ว จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? จะต่างกับปุถุชนที่มีความเลื่อมใสทั่วไปอย่างไร?

    A: โสดาบันขั้นผล สามารถเร่งความเพียร ให้เป็นอริยะบุคคลที่สูงขึ้นไปอีกได้ ความต่างระหว่างโสดาบันกับปุถุชน คือ โสดาบันขั้นผลจะละสังโยชน์ 3 อย่างได้ เมื่อเกิด ราคะ โทสะ โมหะ จะไม่ทำผิดศีล ส่วนปุถุชนเมื่อไม่มีความเลื่อมใส ความละอายต่อบาป ก็จะล้นออกมา ทาง กาย วาจา ใจ ความเหมือน คือทั้งปุถุชนและโสดาบัน มีเวทนาเหมือนกัน

    Q: การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ใช้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติใช่ไหม หรือรวมถึงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วย

    A: ใช้ได้กับทุกอย่าง สิ่งที่เป็นธรรมเครื่องปรุงแต่งทั้งหมด มีความเป็นอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สิ่งที่สามารถยึดถือโดยความเป็นตัวตนได้ นั่นคือ มีคุณสมบัติของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    57 m
  • ผาสุกได้ด้วยแยกกายแยกจิต [6850-7q]
    Dec 13 2025
    Q: เมื่อหมดสติ จิตรับรู้ได้หรือไม่ และมีทางช่วยให้ไปดีได้อย่างไร?A: คนเรามี 2 ส่วน คือ นามกับรูป แม้กายจะรับรู้ได้ไม่เต็มร้อย แต่จิตรับรู้ได้ เพราะเขายังมีวิญญาณคือการรับรู้ทางใจ เขาจึงยังรับรู้กุศลและอกุศลได้อยู่แน่นอน สิ่งที่เราจะช่วยเขาได้ก็ด้วยการแผ่เมตตา ด้วยจิตที่เต็มไปด้วยกับเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา สัมผัสกายเขาไปด้วย พูดกับเขาด้วยจิตที่มีเมตตา เขาจะรับรู้ได้ สิ่งนี้คือการช่วย ในฐานะที่เป็นบุคคลใกล้ชิด ให้เขาพร้อมมีจิตใจที่ไปสู่ภพภูมิที่ดีได้ Q: มีวิธีเตรียมจิตรับมือเมื่อเกิดภาวะวิกฤติได้อย่างไร?A: เราต้องฝึกสติ เมื่อมีสติเราก็จะสามารถสังเกต แยกแยะ แยกตัว แล้วจะแยกกายแยกจิตได้ พอเราฝึกบ่อย ๆ จนชำนาญ เราจะเลือกได้ว่าเราจะเอาจิตของเราไว้ตรงไหน หรือจะใช้วิธี “ทุกขาปฏิปทา” คือจี้จ่อลงไปตรงความปวด พิจารณาลงไป จนไม่เหลืออะไร ก็จะเห็นความไม่เที่ยง ความไม่ใช่ตัวตน หรืออีกวิธีหนึ่งคือ “สุขาปฏิปทา” คือ ตั้งสติให้เกิดสมาธิ พอมีสมาธิจิตเราจะไม่ไปข้องแวะกับความปวดนั้น จิตเรามาหาความสุขในสมาธิแทน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหมั่นฝึกไว้ตั้งแต่ที่เรายังแข็งแรงอยู่ Q: สังขารคืออะไร พระอรหันต์พิจารณาแยกนามรูปอย่างไร?A: สังขาร คือ “การปรุงแต่ง” ท่านอธิบายไว้ 3 นัยยะ คือ 1) กายสังขาร มโนสังขาร วจีสังขาร 2) สังขาร 6 คือ สังขารทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ และ 3) สังขารที่อยู่ในส่วนของปฏิจจสมุปบาท ทุกอย่างที่อยู่ในโลกนี้เป็นสังขารทั้งหมดการพิจารณา โดยนัยยะที่ 1 สร้างกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว ทำตามมรรค 8นัยยะที่ 2 รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ตัวทุกข์ว่าตัวมันเป็นยังไง รู้ความดับไม่เหลือ รู้ประโยชน์และโทษของมันนัยยะที่ 3 การปรุงแต่งทั้งหมดในโลกนี้เป็นสังขาร ความไม่รู้รอบทั้งหมดเรียกว่าอวิชชา จะดับอวิชชาได้ วิชชาต้องเกิด คือ รู้เข้าใจในเรื่องอริยสัจสี่ เมื่อวิชชาเกิดแล้วอวิชชาจะดับ สังขารก็จะดับได้ Q: สงสัยในนิกายที่ต่างออกไปและไม่เคารพอาจารย์อื่นจะบาปหรือไม่?A: ความเคลือบแคลง เห็นแย้ง เป็นวิจิกิจฉา เป็นบาป แต่เราไม่ได้ผิดศีล ก็ให้ปรับจิตใจ ...
    Más Menos
    58 m
  • “สันทิฏฐิโก” รู้เห็นได้ด้วยตน [6849-7q]
    Dec 6 2025

    Q: การศรัทธาในบางสิ่งแล้วบนบานได้ผล เป็นเพราะเหตุใด

    A: ผลของการอ้อนวอนขอร้อง บางครั้งอาจเกิดจากเทพบันดาล บางครั้งอาจเกิดจากผลกรรมที่ทำมา ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งนี้ เมื่อเราได้ยินได้ฟังอะไรมา ให้นำมาพิจารณาใคร่ครวญ ว่าสอดคล้องลงรับกับมรรค 8 หรือไม่ ให้เราตั้งปณิธานในการทำความดี ด้วยความดีของเรา แทนที่จะบนบานอ้อนวอนขอร้อง ก็ให้ “ตั้งจิตอธิฐาน” ให้เหมาะสม อธิฐานไม่ใช่ขอ แต่ “การอธิฐาน” หมายถึง การตั้งใจมั่นอย่างแรงกล้า ในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วให้บุญกุศลที่เราทำมาออกผล ในจุดที่เราอยากให้สำเร็จ อธิฐานอย่างนี้แล้วตั้งอยู่ในธรรม

    Q: ศรัทธาที่ไม่เชื่อแม้พระศาสดาเช่นท่านพระสารีบุตร เป็นเช่นไร

    A: ศรัทธาที่เกิดจากการปฎิบัติจนเป็นผลแล้ว รู้เองเห็นเองแล้ว จึงไม่เชื่อตามบุคคลอื่น ในคำสอนของศาสดาตน

    Q: รู้อะไรเห็นอะไรถึงจะเรียกว่า “สันทิฏฐิโก”

    A: เห็นประจักษ์ในสิ่งที่เราได้รับผล รู้ว่าสิ่งไหนเป็นกุศล สิ่งไหนเป็นอกุศล ไม่ต้องให้ใครมาบอกมาเตือน ถ้าทำไม่ดี ก็ได้ผลไม่ดี รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ในคำสอนของศาสดาตน

    Q: อาจิณณกรรม กับ จิตสุดท้าย อะไรที่สำคัญกว่ากัน

    A: “อาจินณณกรรม” คือ กรรมที่ทำเป็นประจำเป็นอาจิณ ส่วน “จิตสุดท้าย” คือ จิตตอนที่จะตาย ถ้าจิตสุดท้ายดีก็ไปสุขคติ ถ้าไม่ดีก็จะไปทุคคติ เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำกรรมดีเป็นอาจิณ จิตสุดท้ายก็มีแนวโน้มจะไปในทางดีได้ ถ้าเราทำอาจิณกรรมในทางไม่ดี ก็จะไปทางไม่ดีได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมี “กรรมตัดรอน” คือ ลดผลของอาจิณกรรมนั้น และ “กรรมหนุนนำ” คือ เสริมผลของอาจิณกรรมนั้น ให้เราเป็นผู้ไม่ประมาท ปฏิบัติตามมรรค 8 จะเป็นไปเพื่อการสิ้นกรรมได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    51 m
  • หลักธรรมที่เอาชนะกิเลส [6848-7q]
    Nov 29 2025
    Q: พระสงฆ์มีวิธีลดละกิเลสได้อย่างไร?A: พระธรรม หมายถึง คำสอน, พระสงฆ์ หมายถึง หมู่ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้เอาตัวอย่างพระสงฆ์ในเรื่องของการปฏิบัติ ส่วนเรื่องคำสอนเอาตัวอย่างจากพระธรรม สำหรับพระสงฆ์ วิธีที่ท่านใช้ ท่านก็ใช้มรรค8 เหมือนกัน และมีเครื่องมือในการกำจัดกิเลส เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบละเอียด ๆ คือ “ปัญญา” เครื่องมือกำจัดกิเลสแบบกลาง ๆ คือ “สติ/สมาธิ” สติจะเป็นเครื่องมือให้เกิดสมาธิ จะทำให้สมาธิเพิ่มต้องเพิ่มสติ คือ สังเกตดูจิตของเรา สติจะเกิดได้ ต้องใช้อนุสติ 10 และเครื่องมือที่จะกำจัดกิเลสแบบหยาบ ๆ คือ “ศีล/สมาธิ” Q: ใช้สติทบทวนตนว่าผิดพลาดได้หรือไม่?A: ในกระบวนการทำความเพียร พอเราระลึกได้ว่าเราต้องทำความดี ความระลึกได้นั้นคือ “สติ” การลงมือทำคือความเพียร พอเรามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ องค์อื่น ๆ ของมรรค จะตามมาหมด เราก็จะมาตามทางนั่นเอง Q: สืบสานการปฏิบัติให้ต่อเนื่อง ทำอย่างไร?A: ให้เราโยนิโสมนสิการตามระบบของ “อริยสัจ 4” ว่าเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำได้ และเหตุปัจจัยใดที่ทำให้เราทำไม่ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ให้สร้างเหตุปัจจัยให้พอเป็นไปได้ พอทำได้ ทั้งนี้ การฟังธรรมเสมอ ๆ การมีกัลยาณมิตรจะช่วยได้ สำหรับนักบวช ท่านให้พิจารณาดังนี้ว่า “หากอกุศลกรรมที่ยังละไม่ได้ก็ละไม่ได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น ควรหนี ควรเลิก ไม่ควรคบ อย่าอยู่” แต่ถ้าอยู่ที่ไหนแล้ว “กิเลสที่ยังละไม่ได้ก็ละได้ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น ให้อยู่ ให้ทำ ให้คบ ให้ปฏิบัติเลย” Q: วิธีสร้างความมุ่งมั่นขยันมีกำลังใจให้ชนะกิเลส A: การสร้างความมุ่งมั่นและกำลังใจเพื่อเอาชนะกิเลส ต้องอาศัยหลักธรรม คือ “อินทรีย์ 5” ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา คือเราต้องเริ่มจากศรัทธาก่อน เราต้องมีความมั่นใจเชื่อใจ แล้วเราลงมือทำจริงแน่วแน่จริง นั่นคือ “วิริยะ” วิริยะจะทำลายความขี้เกียจได้ ที่สำคัญคืออย่าหยุดอยู่แค่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง แต่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง ทำซ้ำ ๆ วนไป ๆ จะบรรลุธรรมได้ Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
    Más Menos
    57 m
  • ปฏิปทาถึงความสิ้นภพ [6847-7q]
    Nov 22 2025
    Q: จิต กับ ธาตุรู้ คืออะไร อยู่ที่ไหน เหมือนและต่างกันอย่างไร?A: เหมือนกัน คือ อยู่ในช่องทางใจและเป็นนามเหมือนกัน ต่างกัน คือ ธาตุรู้ มาจากคำว่า วิญญาณธาตุ ทำหน้าที่รับรู้เฉย ส่วน ”จิต” เป็นลักษณะภาวะของการสะสม เข้าไปเกลือกกลั้วและเสวยอารมณ์Q: วิธีแก้โรควิตกจริตA: เปรียบเหมือนตัดต้นไม้ ที่ตัดที่โคนต้น พอฝนผ่านมา ต้นไม้นั้นก็งอกขึ้นมาใหม่ เราต้องขุดรากถอนโคนต้นไม้นั้น นำมาตัด มาผ่า เผา จนเป็นถ่านเป็นขี้เถ้า บดให้ละเอียด แล้วโปรยในที่ลมพัดแรงหรือในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด ในการขุดรากถอนโคนนั้น ต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณามรณสติ ทำซ้ำ ทำย้ำ อยู่เรื่อยๆ จะระงับความคิดนี้ได้Q: กาม และ อกุศลธรรม มีซอฟต์พาวเวอร์ หรือไม่?A: กาม (ราคะ โทสะ โมหะ) มีสภาวะบังคับ บีบคั้น ไม่ใช่ ซอฟต์พาวเวอร์ แต่เป็น ฮาร์ดพาวเวอร์ ทั้งหมด เพราะกาม บีบบังคับเราให้ต้องทำ ส่วน ธรรมะทั้งหมดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ เพราะไม่ได้ถูกบีบบังคับ ให้เป็นไปตามอำนาจ ราคะ โทสะ โมหะ คือ ทางสายกลางหรือมรรค 8 นั่นเองQ: ทุกข์สัมพัทธ์กับเวลาหรือไม่?A: เวลาและสถานที่ เป็นลักษณะของภพ เพราะมีภพ จึงมีการเกิด เพราะมีการเกิด จึงมี ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงเกิดขึ้น ครบถ้วน เพราะฉะนั้น “ทุกข์” ต้องมีเวลา ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า ก็มีเวลาทั้งนั้นQ: ความไม่เที่ยงและเวลาเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกันหรือไม่?A: เหตุปัจจัยของเวลา ในที่นี้หมายถึง ภพ (เวลา/สถานที่) เหตุปัจจัยของภพ คือ อุปาทาน (ความยึดถือ) ความยึดถือจึงเป็นเหตุเงื่อนไขของเวลาและสถานที่, อุปาทาน เป็นตัณหา ไม่ใช่มรรค, ความไม่เที่ยงเป็นเหตุให้ถึงความดับแห่งภพ จะดับภพได้ ก็เพราะความดับไม่เหลือของอุปาทาน จะดับอุปาทาน ก็ต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ซึ่ง หน้าที่ ที่ทำต่างกัน, ความไม่เที่ยง ต้องทำให้มาก พัฒนาให้มี ทำให้เจริญ โยนิโสมนสิการตามหลักอริยสัจสี่ แล้วเราจะไม่หลงประเด็น Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.
    Más Menos
    51 m
adbl_web_global_use_to_activate_DT_webcro_1694_expandible_banner_T1