Episodios

  • ทิฏฐิ 62 [6903-3d]
    Jan 13 2026

    ทิฏฐิ 62 คือ "กับดักทางความคิด" ที่ถักทอจากผัสสะและตัณหาจนกลายเป็นเครือข่ายความเห็นผิดที่กักขังเราไว้จากความจริง มาร่วมเจาะลึกกลไกที่ทำให้จิตหลงทาง เพื่อถอดรหัสว่าความยึดติดแบบไหนที่กำลังขวางกั้นคุณจากปัญญาที่แท้จริง


    ทิฏฐิ ในทางพระพุทธศาสนาคือความเห็นหรือความเข้าใจ หรือจะเรียกว่าทัศนคติ(มุมมอง)ก็ได้ แบ่งเป็น 2 อย่างคือ

    สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้องตามจริง เป็นปัญญาอันประกอบด้วยอริยสัจเป็นมุมมองที่จะทำให้กิเลสลดลง

    มิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด ความเห็นที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงเป็นมุมมองที่จะทำให้กิเลสเพิ่มขึ้น

    มิจฉาทิฏฐินี้เองเป็นทิฏฐิที่ขวางการบรรลุธรรม ซึ่งในตอนนี้จะนำเอาทิฏฐิ 62 มากล่าว

    ทิฏฐิ 62 คือ เครือข่ายความเห็นผิดหรือความเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความจริง 62 ประการ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร จำแนกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

    1.ความเห็นปรารภอดีต(18 ประการ) เช่น เห็นว่าโลกเที่ยง(4), เห็นว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง(4), เห็นว่าโลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด(4), การพูดซัดส่ายไม่ฟันธง(4)และเห็นว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุปัจจัย(2)

    2.ความเห็นปรารภอนาคต(44 ประการ) เช่น ความเห็นเรื่องสภาพหลังความตายว่ามีสัญญา(16), ไม่มีสัญญา(8), หรือกึ่งมีกึ่งไม่มี(8), ความเห็นว่าตายแล้วสูญ(7) และการเข้าใจผิดว่ากามคุณหรือฌานคือการบรรลุนิพพานในปัจจุบัน(5)

    พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่าความเห็นเหล่านี้มีความคลาดเคลื่อนและสุดโต่ง ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ทรงเน้นย้ำให้ละมิจฉาทิฏฐิเพื่อเข้าสู่ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งคือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 อันเป็นทางสายกลางที่ถูกต้อง

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    58 m
  • ธรรม 8 ประการที่เป็นเหตุให้ได้ปัญญา [6902-3d]
    Jan 6 2026

    ปัญญา ในพุทธศาสนาไม่ใช่แค่ความฉลาดทางโลก แต่คือการเข้าใจธรรมชาติของทุกสิ่งตามความเป็นจริง เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ถูกต้องและนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ให้ได้ปัญญาที่ยังไม่ได้และเพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้วไว้ 8 ประการได้แก่

    1. มีครูบาอาจารย์ เข้าหาด้วยความเคารพ รัก และเกรงกลัว เพื่อเรียนรู้จากครูผู้เป็นกัลยาณมิตร

    2. รู้จักตั้งคำถาม ไต่ถามในเวลาที่เหมาะสมเพื่อคลายความสงสัยและทำความเข้าใจเนื้อหาธรรมที่ลึกซึ้ง

    3. ความสงบกายใจ นำธรรมที่ฟังมาปฏิบัติจนเกิดความสงบทั้งกายและจิต

    4. เป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในสิกขาบทและเห็นภัยในโทษแม้เพียงเล็กน้อย

    5. เป็นพหูสูต ฟังมาก สั่งสมความรู้ ทรงจำธรรมให้คล่องปากและขึ้นใจ

    6. ปรารภความเพียร มุ่งมั่นละอกุศลและหมั่นทบทวนเพื่อเพิ่มพูนกุศลธรรม

    7. สนทนาธรรม พูดคุยแต่เรื่องธรรมวินัยที่เป็นประโยชน์ ไม่พูดเรื่องไร้สาระ และรู้จักนิ่งอย่างพระอริยเจ้า

    8. ปล่อยวางขันธ์ 5 พิจารณาเห็นความเกิด ดับ และความเสื่อมใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

    การปฏิบัติครบทั้ง 8 ข้อนี้ จะช่วยให้ตระหนักรู้ถึงธรรมชาติที่แท้จริง นำไปสู่ความสงบเย็นและความสุขอันยั่งยืน

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    58 m
  • เครื่องมือแห่งการรู้แจ้ง [6901-3d]
    Dec 30 2025

    หลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นท่านสอนเรื่อง"สัจจะ" หรือความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ อริยสัจ ซึ่งถือเป็นความจริงอันประเสริฐที่มีความลึกซึ้งและเป็นสากล ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความจริงนี้ก็ยังคงเป็นจริงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

    สิ่งที่ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือตัดสินความจริง ตามที่ปรากฏในเกสปุตตสูตร และ จังกีสูตร ได้ระบุถึงสิ่งที่ไม่ควรนำมาเป็นเครื่องมือหลักในการพิสูจน์หรือตัดสินความจริงเพียงอย่างเดียว มีทั้งหมด 12 ประการ ได้แก่ 1.ความเชื่อ 2.ความชอบใจ 3.ฟังตามกันมา 4.ถือสืบกันมา 5.ข่าวเล่าลือ 6.มีในตำรา 7.คิดตริตรึกอยู่เป็นตรรกะ 8.ด้วยการอนุมาน 9.ตริตึกตามลักษณะอาการที่ปรากฏ 10. ตรงกับความคิดของตน 11.ดูน่าเชื่อถือ 12.ผู้พูดเป็นครูของตน

    เครื่องมือทั้ง 12 อย่างนี้เป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นหลักในการตามหาความจริงเพียงอย่างเดียวไม่ได้

    การตามหาความจริงตามหลักคำสอนพระพุทธเจ้าคือ การลงมือทำและพิสูจน์ด้วยตนเอง ดังตัวอย่างของบุคคล 2 ท่าน คือ:

    · ท่านจิตตคหบดี: ท่านเข้าถึงความจริงได้ด้วยการใช้ "ญาณ" เป็นเครื่องมือ ซึ่งเกิดจากการลงมือปฏิบัติจนเกิดความรู้แจ้งด้วยตนเอง โดยไม่ได้อาศัยเพียงความเชื่อแค่เพียงอย่างเดียว

    · ท่านสารีบุตร: ท่านใช้เครื่องมือที่เรียกว่า อินทรีย์ 5 และ พละ 5 (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) เพื่อนำไปสู่ความจริง ท่านได้ยืนยันไว้ในปุพพโกฏฐกสูตรว่า การที่จะหมดความสงสัยได้อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่แค่การเชื่อตามกันมา แต่คือการลงมือศึกษาและพิจารณาให้เห็นความจริงด้วย “ปัญญา” ของตนเอง

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    59 m
  • ความเบาใจ 4 ประการ [6852-3d]
    Dec 23 2025

    ความเบาใจ คือ ความสบายใจ ความไม่หนักใจ สิ่งที่ตรงข้ามกับความเบาใจคือความหนักใจ กลุ้มใจ เครียด วุ่นวายใจ เหตุแห่งความหนักใจนั้นมีหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ภาระหน้าที่ โรคภัยไข้เจ็บ และผัสสะต่างๆ

    ความเบาใจ 4 ประการที่จะกล่าวถึงในดอนนี้แยกไว้ 3 นัยยะคือ

    นัยยะที่ 1 มาในพระสูตรคิลายนสูตรนำไปใช้ในลักษณะที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วย พูดถึงเรื่องพระพุทธ พระธรรม และศีล คือการมีศรัทธาที่มั่นคงในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อย่างไม่หวั่นไหวและมีศีลที่ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย เมื่อใช้หลัก 4 ประการนี้เป็นที่พึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจ

    นัยยะที่ 2 กุศลกรรมบถ 10 และ อกุศลกรรมบถ 10 ทำให้เกิด พรหมวิหาร 4 คือให้เป็นผู้มีกุศลกรรมบถ 10 อย่าง และเป็นผู้ละอกุศลกรรมบถ 10 อย่าง จะส่งผลให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา เมื่อเป็นผู้ที่ตั้งพรหมวิหาร 4 ไว้ในใจก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจขึ้นมาได้

    นัยยะที่ 3 อราคะ อโทสะ อโมหะ ทำให้เกิด พรหมวิหาร 4 คือเมื่อเป็นผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะจะส่งผลให้เป็นผู้ตั้งอยู่ในความเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขาได้ เมื่อเป็นผู้ที่ตั้งพรหมวิหาร 4 ไว้ในใจก็จะเป็นเหตุให้เกิดความเบาใจขึ้นมาได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    58 m
  • ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ [6851-3d]
    Dec 16 2025

    ธรรมของสัตบุรุษมี สัทธรรม 3 อย่างคือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

    ปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียนในระบบคำสอนที่เรารวบรวมมาโดยรอบแล้วนั่นคือคำสอนของพระศาสดามีองค์ 9 (นวังคสัตถุศาสน์)ได้แก่ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูติธรรม เวทัลละ

    ปริยัติแบ่งตามรูปแบบการศึกษาได้ 3 อย่างดังนี้

    1.อลคัททูปริยัติ การศึกษาแบบเป็นงูพิษคือศึกษาธรรมเพื่อลาภสักการะ เพื่อข่มผู้อื่น

    2.นิสสรณัตถปริยัติ การศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการออกไปจากทุกข์ คือศึกษาเจาะจงลงไปในเรื่องที่จะออกจากทุกข์ได้

    3.ภัณฑาคาริกปริยัติ การศึกษาแบบขุนคลังคือการศึกษาเพื่อที่จะเก็บรักษาองค์ความรู้เหล่านั้นไม่ให้เสื่อมสูญไป

    ปฏิบัติ คือ นำความรู้มาลงมือทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างที่ต้องการ การลงมือทำนั้นต้องไม่ยกตนข่มผู้อื่น การปฏิบัตินั้นมีได้หลายรูปแบบ การปฏิบัติต้องถูกต้องกับสิ่งนั้นๆ

    ปฏิเวธ คือการรู้ธรรมเป็นขั้นๆไป รู้ว่าธรรมนี้เป็นอย่างนี้ รู้แทงตลอดในธรรมเป็นขั้นเป็นขั้นขึ้นไป ในส่วนของปฏิเวธนี้ก็จะหมายถึงการบรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งด้วย


    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    54 m
  • รู้ด้วยปัญญาญาณ [6850-3d]
    Dec 9 2025
    • “รู้แต่ไม่รู้ คนที่จะถึงจึงรู้" นำอุปมาอุปไมยมาอธิบายธรรมะ ทำให้เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

    - กลุ่มแรก นำอุปมา 5 นัยยะ คือ เมฆ หนู หม้อ ห้วงน้ำ และมะม่วง มาใช้อธิบายเพื่อความเข้าใจในองค์ธรรม 3 ส่วน แบ่งเป็น สังเกตจากภายนอก 2 ส่วน คือจากการเรียนหรือไม่เรียน เรียนสูงหรือไม่สูง เป็นการรู้จากความจำ และความน่าเลื่อมใสหรือไม่น่าเลื่อมใส นำมาเปรียบกับอุปมาข้างต้น เช่น เมฆมีเสียงหรือไม่มีเสียง หนูขุดรูแต่ไม่อยู่ ห้วงน้ำลึกหรือตื้น เป็นต้น จากส่วนที่เป็นภายใน 1 ส่วน เป็นการรู้ด้วยปัญญาญาณ รู้แจ้งในภายใน มีความรู้ในอริยสัจสี่ เป็นอริยบุคคลที่พัฒนามาตามลำดับ คนที่ถึงแล้วจึงรู้ มีการนำไปโยงกับอุปมาในส่วนที่สังเกตจากภายนอก เช่น หม้อที่เต็มและปิดฝาคือบุคคลที่รู้อริยสัจมีความน่าเลื่อมใส ห้วงน้ำตื้นมีเงาตื้น คือบุคคลที่ไม่รู้อริยสัจทั้งยังไม่น่าเลื่อมใส เป็นต้น

    จากการเชื่อมอุปมาเหล่านี้กับองค์ธรรมทั้งสามเข้าด้วยกันทำให้เราไม่อาจสรุปว่าไม่เรียนคือไม่รู้ อย่าเหมา เพราะเมฆอาจจะรอคำรามหรือฝนรอตกอยู่ คนที่กำลังบรรลุธรรมหรือบรรลุธรรมแล้วท่านจึงจัดไว้ด้วยกันเนื่องจากมาตามทาง อย่างไรก็ถึงจุดหมาย จะรู้ประมาณว่ามากหรือน้อย สัดส่วนเป็นเท่าใด มองได้ครอบคลุม ไม่ด่วนตัดสิน

    -ในกลุ่มที่สองใช้อุปมาของวัวที่ข่มเหงหรือไม่ข่มเหงฝูงตนฝูงอื่นหรือทั้งสอง ต้นไม้เป็นไม้เนื้อแข็งหรืออ่อนคือคนมีศีลหรือทุศีลอยู่ร่วมกัน อสรพิษคือความโกรธมีพิษแล่นหรือไม่แล่น พิษร้ายหรือไม่มีพิษ การอุปมาในข้อนี้จะช่วยให้เข้าใจในกลุ่มแรกมากขึ้น

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    56 m
  • กามโภคีบุคคล: บุคคลผู้บริโภคกาม [6849-3d]
    Dec 2 2025

    กามโภคีบุคคล:บุคคลผู้บริโภคกามเป็นผู้ที่ยังอยู่ในกระแสโลก และเป็นผู้ที่ถูกแบบคั้นด้วยกามเสมอ ในการกล่าวถึงเรื่องของทางโลกนั้นก็ใช้คำว่ากามมาอธิบายเป็นหลักโดยในที่นี้จะกล่าวถึง กาม 2 อย่าง กาม 5 อย่าง และกามโภคีบุคคล 10 อย่าง

    กาม 2 อย่าง คือ กิเลสกามและวัตถุกาม และกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

    กามโภคี 10 แบ่งกลุ่มตามการแสวงหา ดังนี้

    1. กลุ่มแสวงหาโดยไม่ชอบธรรม (ประเภทที่ 1-3) และ กลุ่มที่แสวงหาโดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง (ประเภทที่ 4-6): คือผู้ที่ได้ทรัพย์มาผิดวิธี หรือถูกบ้างผิดบ้าง โดยแบ่งย่อยตามการใช้จ่ายว่าเลี้ยงตนให้เป็นสุขหรือไม่ และมีการแบ่งปันทำความดีหรือไม่

    2. กลุ่มแสวงหาโดยชอบธรรม (ประเภทที่ 7-10): คือผู้ที่ได้ทรัพย์มาถูกวิธี

    ประเภทที่ 7-8: ไม่แบ่งปันทำความดี (ต่างกันที่การเลี้ยงดูตนเอง)

    ประเภทที่ 9: เลี้ยงตนเป็นสุขและแบ่งปัน แต่ยังขาดสติปัญญา ยังหลงมัวเมาติดในทรัพย์

    ประเภทที่ 10 (ผู้ประเสริฐที่สุด): คือผู้ที่แสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม นำมาเลี้ยงตนให้เป็นสุข เผื่อแผ่แบ่งปันทำความดี และที่สำคัญคือ ไม่ลุ่มหลงมัวเมา มีสติปัญญารู้เท่าทันเห็นทั้งคุณและโทษของวัตถุ ทำให้จิตใจเป็นอิสระอยู่เหนือโภคทรัพย์นั้น

    ผู้บริโภคกามที่เลิศที่สุดคือผู้ที่หาทรัพย์ชอบธรรม ใช้จ่ายเพื่อตนและผู้อื่น และมีปัญญาเป็นนายเหนือวัตถุ

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    58 m
  • ธรรมุทเทศ 4 [6848-3d]
    Nov 25 2025

    ธรรมุทเทศ มาจากธรรมะ+อุเทศ อุเทศคือสิ่งที่ยกขึ้นแสดง รวมกันหมายถึง ธรรมที่แสดงไว้ คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ในตอนนี้เป็นเรื่องราวที่พระเจ้าโกรัพยะ ได้ตรัสถามกับท่านพระรัฐปาละถึงความเสื่อม 4 ประการที่เมื่อบุคคลบางพวกประสพแล้วจึงออกบวชคือ

    1. ความเสื่อมเพราะชรา
    2. ความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้
    3. ความเสื่อมจากโภคสมบัติ
    4. ความเสื่อมจากญาติ

    ส่วนพระรัฐปาละยังไม่ได้เผชิญกับความเสื่อมทั้ง 4 ประการนี้เลยท่านเห็นสิ่งใดจึงก็ออกบวช ท่านพระรัฐปาละจึงได้ยกถึงธรรมุทเทศ 4 ประการที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้มากล่าวดังนี้

    ธรรมุทเทศ 4 ประการ

    1. โลกอันชรานำไปไม่ยั่งยืน: สัตว์โลกต้องแก่ชราไปตามกาลเวลา

    2. โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน: สัตว์โลกไม่สามารถต้านทานความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ และไม่เป็นอิสระเฉพาะตน

    3. โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป: ทรัพย์สินและทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่ ตายแล้วก็ไปด้วยไม่ได้

    4. โลกพร่องอยู่เป็นนิจ ไม่รู้จักอิ่ม เป้นทาสแห่งตัณหา:มนุษย์มีความต้องการไม่สิ้นสุด เป็นทาสของตัณหา

    เมื่อผู้ใดเพ่งลงไปให้เห็นโทษภัยของความเสื่อมนั้น จะทำให้มองเห็นทางออกแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ของความเสื่อม 4 ประการนี้ได้

    Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information.

    Más Menos
    55 m
adbl_web_global_use_to_activate_DT_webcro_1694_expandible_banner_T1